วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

รัชกาลที่4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


รัชกาลที่ 4 ครองราชย์ 16 ปี (พ.ศ. 2394-2411) พระชนมายุ 66 พรรษา
          เสด็จพระราชสมภพ วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2347พระนามเดิมว่า เจ้าฟ้ามหามาลา   เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีมีพระนามเดิมว่าเจ้าฟ้ามหามาลาเมื่อพระชนมายุได้ 9 พรรษา ได้รับสถาปนาเป็นเจ้าฟ้ามงกุฎมีพระราชอนุชาร่วมพระราชมารดา คือ เจ้าฟ้าจุฬามณีซึ่งต่อมาได้รับสถาปนาเป็นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว  เมื่อพระชนมายุได้ 21 พรรษาได้ออกผนวชตามประเพณีและอยู่ในเพศบรรพชิตตลอดรัชสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อรัชกาลที่ 3 สวรรคตจึงได้ลาสิกขามาขึ้นครองราชย์สมบัติ ระหว่างที่ทรงผนวชประทับอยู่ที่วัดมหาธาตุแล้วทรงย้ายไปอยู่วัดราชาธิวาส (วัดสมอราย) พระองค์ได้ทรงตั้งคณะสงฆ์ ชื่อ " คณะธรรมยุตินิกาย " ขึ้น ต่อมาทรงย้ายไปอยู่วัดบวรนิเวศวิหารได้รับแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะและได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศองค์แรกทรงรอบรู้ภาษาบาลีและแตกฉานในพระไตรปิฎกนอกจากนั้นยังศึกษาภาษาลาตินและภาษาอังกฤษจนสามารถใช้งานได้ดี ในรัชสมัยของพระองค์อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส ต่างก็ส่งทูตมาขอทำสนธิสัญญาในเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตให้แก่คนในบังคับของตนและสิทธิการค้าขายเสรีต่อมาไทยได้ทำสัญญาไมตรีกับประเทศนอร์เวย์  เบลเยี่ยมและอิตาลี และได้ทรงส่งคณะทูตออกไปเจริญพระราชไมตรีกับต่างประเทศ นับเป็นครั้งที่สองของไทยนับต่อจากสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชโดยไปยังประเทศอังกฤษ และฝรั่งเศส ทรงจ้างชาวยุโรปมารับราชการในไทย ในหน้าที่ล่ามแปลเอกสารตำราครูฝึกวิชาทางทหารและตำรวจและงานด้านการช่างทรงตั้งโรงพิมพ์ของรัฐบาล ตั้งโรงกษาปณ์เพื่อผลิตเงินเหรียญ แทนเงินพดด้วงและเบี้ยหอยที่ใช้อยู่เดิมมีโรงสีไฟ โรงเลื่อยจักร เปิดที่ทำการศุลกากร ตัดถนนสายหลัก ๆ ได้แก่ ถนนบำรุงเมือง ถนนเฟื่องนคร ถนนเจริญกรุง และถนนสีลม มีรถม้าขึ้นใช้ครั้งแรกขุดคลองผดุงกรุงเกษม คลองมหาสวัสดิ์ คลองภาษีเจริญ คลองดำเนินสะดวก และคลองหัวลำโพง
      ในปี พ.ศ.๒๓๙๔ (พระชนมายุได้ ๔๗ พรรษา ทรงผนวชมาได้ ๒๗ พรรษา) พระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต พระบรมวงศานุวงศ์ เสนาบดีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ได้เข้ากราบถวายบังคมทูลอัญเชิญเสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติสืบพระราชสันติวงศ์ รัชกาลที่ ๔ โดยมีพระราชปรมาภิไธยโดยย่อว่า "พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรามหามงกุฎพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" นับตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชย์พระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มสร้างความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างพระมหากษัตริย์กับอาณาประชาราษฎรให้เข้ากับกาลสมัยในรูปใหม่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่พระองค์ทรงอยู่ในสมณเพศนานถึง ๒๗ พรรษา ได้เสด็จธุดงค์ไปยังหัวเมืองต่างๆ เป็นโอกาสให้ทรงได้รับรู้สภาพความเป็นอยู่ โดยแท้จริงของราษฎรส่วนใหญ่ด้วยพระองค์เองนับเป็นประสบการณ์ที่มีค่ายิ่ง และเป็นการเตรียมพระองค์ เพื่อปกครองบ้านเมืองในอนาคตเป็นอย่างดีประกอบกับลัทธิจักรวรรดินิยมที่แผ่ขยายมายังประเทศใกล้เคียงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในทวีปเอเชียทำให้พระองค์ทรงตระหนักว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศสยามจะต้องยอมรับอิทธิพลวัฒนธรรมตะวันตกและเร่งปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยโดยทรงปฏิบัติ พระราชกรณียกิจในหลายๆ ด้านไปพร้อมๆกันด้วยพระบรมราโชบายที่มีทรรศนะไกลและด้วยความสุขุมคัมภีรภาพ คือ
     ๑. ด้านการต่างประเทศ
    ๒. ด้านการเสริมสร้างความมั่นคง และการป้องกันพระราชอาณาจักร
    ๓. ด้านการปฏิรูปการปกครอง
    ๔. ด้านการทำนุบำรุงอาชีพของราษฎร และการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ และการคลัง
     ๕. ด้านบำบัดทุกข์บำรุงสุขของราษฎร
     ๖. ด้านบำรุงศึกษาศาสตร์
     ๗. ด้านพระราชพิธี ประเพณี ธรรมเนียม
     ๘. ด้านพระศาสนา
     ๙. ด้านการก่อสร้าง
       ด้านการปกครองได้จัดตั้งตำรวจนครบาล ศาล แก้ไขกฎหมายให้ทันสมัย ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา  ด้านศาสนาได้สร้างวัดราชประดิษฐ์วัดมงกุฎกษัตริยารามและวัดปทุมวนาราม เป็นต้น ทรงเชี่ยวชาญทางโหราศาสตร์สามารถคำนวณการเกิดจันทรุปราคาและสุริยุปราคาได้อย่างแม่นยำทรงคำนวณ การเกิดสุริยุปราคาหมดดวงในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 10 ปี พ.ศ. 2411 ณ ตำบลหว้ากอ(คลองวาฬ) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้อย่างถูกต้อง
พระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่ ๔

       เป็นรูปพระมหาพิชัยมงกุฎในกรอบรูปกลมรีเป็นพระราชสัญลักษณ์ของพระบรมนามาภิไธยว่า "มงกุฎ" มีฉัตรตั้งขนาบพระมหาพิชัยมงกุฎทั้งสองข้างมีพานทองสองชั้นวางแว่นสุริยกาลหรือเพชรข้างหนึ่งวางสมุดตำราข้างหนึ่งพระแว่นสุริยกาลหรือเพชรมาจากฉายาเมื่อทรงผนวชว่า "วชิรญาณ" ส่วนสมุดตำรามาจากการที่ได้ทรง ศึกษาและมีความเชี่ยวชาญในด้าน อักษรศาสตร์และดาราศาสตร์ 

รัชกาลที่3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าอยู่หัว

รัชกาลที่3   พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าอยู่หัว



รัชกาลที่ 3 ครองราชย์ 26 ปี (พ.ศ. 2367-2394) พระชนมายุ 64 พรรษา
     พระชนมายุ 58 พรรษา เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2330พระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าทับ  เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและเจ้าจอมมารดาเรียบก่อนขึ้นครองราชย์ ทรงดำรงพระยศ เป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ได้ทรงเคยว่าราชการมาหลายตำแหน่ง เช่น กรมท่า (กระทรวงการต่างประเทศ) กรมพระคลังมหาสมบัติกรมตำรวจและผู้ว่าความในศาลฎีกา   เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์เอาใจออกห่างกระด้างกระเดื่องเป็นกบฎไปเข้ากับญวณแล้วฉวยโอกาสยกทัพเข้าตีเมืองอุบลร้อยเอ็ด ตัวเจ้าอนุวงศ์เองยกทัพจากเวียงจันทน์ลงมาตีเมืองนครราชสีมาได้แล้วให้ทัพหน้าเข้าตีสระบุรี พระองค์ได้จัดทัพใหญ่เตรียมรับศึกในกรุงเทพ ฯ ได้จัดการป้องกันพระนครวางกำลังรายรอบเมือง ตั้งแต่ทุ่งบางเขนถึงทุ่งหัวลำโพงจัดกำลังทหารไปตั้งรับที่สระบุรีทัพเจ้าอนุวงศ์ได้กวาดต้อนผู้คนไปเวียงจันทร์ทุกวันคุณหญิงโมภรรยาปลัดเมืองนครราชสีมาเป็นหัวหน้ารวบรวมพวกเชลยไทยต่อสู้พอทัพจากกรุงเทพ ฯ ยกขึ้นไปช่วย เจ้าอนุวงศ์ จึงถอยทัพกลับไปเวียงจันทน์โดยวางกำลัง คอยต้านทานกองทัพไทยที่ยกไปตีเวียงจันทร์ไว้ที่เมืองหล่มเก่าและเมืองภูเขียวโปรดให้กรมพระราชวังบวรเป็นแม่ทัพยกทัพผ่านนครราชสีมาขึ้นไปตีเวียงจันทร์สายหนึ่งอีกสายหนึ่งให้กรมหมื่นสุรินทร์รักษ์เป็นแม่ทัพยกไปตีฝ่ายเจ้าอนุวงศ์ที่มายึดเมืองอุบลและเมืองร้อยเอ็ดแล้วไปบรรจบกับกองทัพใหญ่ที่เวียงจันทร์ อีกสายหนึ่งให้เจ้าพระยาอภัยภูธรเป็นแม่ทัพยกไปตีฝ่ายเจ้าอนุวงศ์ที่เมืองหล่มสักแล้วไปบรรจบทัพใหญ่ที่เวียงจันทร์กองทัพไทยปราบกบฎเจ้าอนุวงศ์ได้ราบคาบตีกรุงเวียงจันทร์แตกจับเจ้าอนุวงศ์ได้
     ในปี พ.ศ. 2371 เสร็จศึกแล้ว ได้โปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งคุณหญิงโม เป็นท้าวสุรนารี ในรัชกาลของพระองค์ ประเทศไทย ได้เริ่มเปิดประเทศรับชาวยุโรปอย่างกว้างขวางอังกฤษและสหรัฐอเมริกาส่งทูตเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับไทยการค้าขายกับอังกฤษรุ่งเรืองมาก บางคราวมีเรือสินค้าเข้ามาจอดในแม่น้ำเจ้าพระยาถึง 50 ลำ ทาง สหรัฐอเมริกาได้ส่งมิชชันนารีเข้ามาสอนศาสนาและนำเอาวิชาการแพทย์แผนใหม่โรงพิมพ์หนังสือพิมพ์และสอนภาษาอังกฤษให้คนไทยผู้ที่ควรได้รับเกียรติในผลงานนี้ คือ หมอบรัดเลย์ ทรงโปรดให้มีประกาศห้ามนำฝิ่นเข้ามาขายในประเทศและให้เก็บ ฝิ่นที่มีอยู่ในประเทศนำไปเผาทั้งหมดด้านพระศาสนาทรงทำนุบำรุงพุทธศาสนาสร้างวัดใหม่ 9 วัด บูรณะวัดเก่า 60 วัด โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างพระนอนใหญ่ที่วัดโพธิ์และในรัชกาลนี้ได้มีกวีแก้วแห่งกรุงรัตนโกสินทร์เกิดขึ้น คือ สมเด็จกรม พระปรมานุชิตชิโนรส (พระองค์ วาสุกรี พระราช โอรสในรัชกาลที่ 1)
พระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่ ๓

    เป็นรูปปราสาท เป็นพระราช สัญลักษณ์ของพระบรมนามาภิไธย ว่า "ทับ" อันหมายถึง ที่อยู่ หรือ เรือน 

รัชกาลที่2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

รัชกาลที่2   พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย




รัชกาลที่ 2 พ.ศ. 2352-2367 ครองราชย์ 15 พรรษา
   พระราชประวัติ
              พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยองค์ที่ 2 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงประสูติเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2310 ตรงกับวันพุธ ขึ้น 7 คํ่า เดือน 3 ปีกุน มีพระนามเดิมว่า "ฉิม" เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชก่อนขึ้นครองราชย์  ทรงดำรงพระยศเป็น เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรตำแหน่งพระมหาอุปราชกรมพระราชวังบวรสถานมงคลพระองค์มีความสามารถทางอักษรศาสตร์เป็นอย่างดีทรงร่วมนิพนธ์วรรณคดีกับสมเด็จพระราชบิดาไว้หลายเรื่อง ได้แก่ อุณรุท รามเกียรติ์ อิเหนา และดาหลัง ซึ่งเรียกว่า พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1  นอกจากนี้ยังได้ทรงนำบทละครเก่ามานิพนธ์ขึ้นใหม่ ได้แก่ ไกรทอง คาวีไชยเชษฐ์ สังข์ทอง มณีพิไชย ฯลฯ ด้านดนตรีทรงเป็นเอตทัคคะในทางสีซอสามสาย ด้านศิลปะ โปรดการเขียนลวดลายอันวิจิตรงดงาม ตัวอย่างที่เด่นชัดปรากฏที่บานประตูวัดสุทัศน์เทพวราราม เมื่อปฐมวัยได้ ทรงติดตามพระราชบิดาไปในงานสงครามแทบทุกครั้ง
      ตั้งแต่พระชมมายุได้ 8 พรรษา ทรงผนวช เมื่อพระชนมายุ 22 พรรษา ทรงจำพรรษา ณ วัดราชาธิวาส (วัดสมอราย) เป็นเวลา 1 พรรษา ลาผนวชแล้ว ทรงอภิเษกสมรสกับพระเจ้าหลานเธอเจ้าฟ้าหญิงบุญรอด ซึ่งต่อมาได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีในรัชสมัยของพระองค์ประเทศโปรตุเกสและประเทศอังกฤษได้ส่งผู้แทนทางการทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีเป็นครั้งแรกในสมัยรัตนโกสินทร์คือ ได้ส่งมา เมื่อ พ.ศ. 2361 และ พ.ศ. 2363 ตามลำดับ ด้านกฎหมายทรงปรับปรุงและออกกฎหมายต่าง ๆ ได้แก่ กฎหมายห้ามขายฝิ่นสัญญาเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินพินัยกรรมและกฎหมายอาญาอื่น ๆ เช่น ความผิดเกี่ยวกับการลงโทษทั้งฝ่ายอาณาจักรและพุทธจักรสุนทรภู่กวีเอกของไทยมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในรัชกาลนี้   พระองค์ทรงเป็นพระบรมราชโอรสองค์ที่ 4 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและกรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประสูติ ณ บ้านอัมพวา แขวงเมืองสมุทรสงคราม ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นหลวงยกกรับัตรเมืองราชบุรี พระบิดาได้ให้เข้าศึกษากับสมเด็จพระวันรัต ( ทองอยู่ ) ณ วัดบางหว้าใหญ่ พระองค์ทรงมีพระชายาเท่าที่ปรากฎ
    1. กรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระอัครมเหสี
    2. กรมสมเด็จพระศรีสุราลัย พระสนมเอก ขณะขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2352 มีพระชนมายุได้ 42 พรรษา พระราชกรณียกิจที่สําคัญ
   -พ.ศ. 2317 ขณะที่เพิ่งมีพระชนมายุได้ 8 พรรษา ได้ติดตามไปสงครามเชียงใหม่ อยู่ในเหตุการณ์ครั้งที่บิดามีราชการไปปราบปรามเมืองนางรอง นครจําปาศักดิ์ และบางแก้ว ราชบุรี จนถึงอายุ 11 พรรษา
  -พ.ศ. 2322 พระราชบิดาไปราชการสงครามกรุงศรีสัตนาคนหุต ก็ติดตามไป
  -พ.ศ. 2323 พระชนมายุ 13 พรรษา ได้เข้าเป็นศิษย์สมเด็จพระวันรัต (ทองอยู่ )
  -พ.ศ. 2324 พระราชบิดาได้เลื่อนเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯ ไปร่วมปราบปรามเขมรกับพระบิดา
  -พ.ศ. 2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ปราบดาภิเษกแล้วได้ทรงสถาปนาขึ้นเป็น "สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร"
  -พ.ศ. 2329 พระชนมายุ 19 พรรษา ได้โดยเสด็จสมเด็จพระบรมชนกนาถ ไปสงครามตําบลลาดหญ้า และทางหัวเมืองฝ่ายเหนือ
  -พ.ศ. 2330 ได้โดยเสด็จพระบรมชนกนาถ ไปสงครามที่ตําบลท่าดินแดง และตีเมืองทวาย
  -พ.ศ. 2331 ทรงผนวชเป็นพระภิกษุในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเป็นพระองค์แรกที่อุปสมบทในวัดนี้ เสด็จไปจําพรรษา เมื่อครบสามเดือน ณ วัดสมอราย ปัจจุบันคือวัดราชาธิราช ครั้นทรงลาผนวชในปีนั้น ทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จเจ้าหญิงบุญรอด พระธิดาในพระพี่นางเธอ สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงกรมพระศรีสุดารักษ์
  -พ.ศ. 2336 โดยเสด็จพระราชบิดาไปตีเมืองทวาย ครั้งที่ 2

  -พ.ศ. 2349 (วันอาทิตย์ เดือน 8 ขึ้น 7 คํ่า ปีขาล) ทรงพระชนมายุได้ 40 พรรษาได้รับสถาปนาเป็น "กรม              พระราชวังบวรสถานมงคล" ซึ่งดํารงตําแหน่งพระมหาอุปราชขึ้นแทน กรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท ที่ได้สวรรคตแล้วเมื่อ พ.ศ. 2346

รัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

รัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

รัชกาลที่ 1 พ.ศ. 2325-2352 ครองราชย์ 27 พรรษา
พระราชประวัติ
         พระชนมายุ 74 พรรษา มีพระนามเดิมว่า ทองด้วง ทรงพระนามเต็มว่า" พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร์ธรณินทราธิราชรัตนากาศภาสกรวงศ์องค์ปรมาธิเบศร ตรีภูวเนตรวรนารถนายก ดิลกรัตนชาติอาชาวศรัย สมุทัยวโรมนต์สกลจักรฬาธิเบนทร์ สุริเยนทราธิบดินทรหริหรินทรธาดาธิบดีศรีสุวิบุลยคุณธขนิษฐ์ ฤทธิราเมศวรมหันต์บรมธรรมิกราชาธิราชเดโชไชย พรหมเทพาดิเทพนฤดินทร์ภูมินทรปรามาธิเบศร โลกเชฎฐวิสุทธิ์รัตนมกุฎประเทศตามหาพุทธางกูรบรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัว "    องค์ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จพระราชสมภพ วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2279 ตรงกับ วันพุธแรม 5 ค่ำ เดือน 4 ปีมะโรง ได้รับราชการ ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรีเป็นพระยาราชนรินทร์ในกรมพระตำรวจเจ้าพระยาจักรีและสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึกสมุหนายกและแม่ทัพใหญ่ในสมัยกรุงธนบุรีทรงปราบดาภิเษก ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสยามเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 ทรงย้ายเมืองหลวงจากกรุงธนบุรีมาเป็นกรุงเทพมหานคร  เริ่มสร้างพระบรมมหาราชวังและสร้างวัดพระศรีรัตน์ศาสดารามเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตเสร็จในปี พ.ศ. 2327 ทรงเป็นนักรบและตรากตรำการสงคราม มาตั้งแต่ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาตลอดสมัยกรุงธนบุรีและในรัชสมัยของพระองค์เอง พระราชบิดาทรงพระนามว่า ออกอักษรสุนทรศาสตร์ พระราชมารดาทรงพระนามว่า ดาวเรือง มีบุตรและธิดารวมทั้งหมด 5 คน คือ
           คนที่ 1 เป็นหญิงชื่อ "สา" ( ต่อมาได้รับสถาปนาเป็นพระเจ้าพี่นางเธอกรมสมเด็จพระเทพสุดาวดี )
           คนที่ 2 เป็นชายชื่อ "ขุนรามนรงค์" ( ถึงแก่กรรมก่อนที่จะเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าครั้งที่ 2 )
           คนที่ 3 เป็นหญิงชื่อ "แก้ว" (ต่อมาได้รับสถาปนาเป็นพระเจ้าพี่นางเธอกรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ )
           คนที่ 4 เป็นชายชื่อ "ด้วง" (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช )
           คนที่ 5 เป็นชายชื่อ "บุญมา" ( ต่อมาได้รับสถาปนาเป็นกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท สมเด็จพระอนุชาธิราช )
       เมื่อเจริญวัยได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าอุทุมพร
         -พระชนมายุ 21 พรรษา ออกบวชที่วัดมหาทลาย แล้วกลับมาเป็นมหาดเล็กหลวงในแผ่นดินพระเจ้าอุทุมพร
        -พระชนมายุ 25 พรรษา ได้รับตัวแหน่งเป็นหลวงยกกระบัตร ประจําเมืองราชบุรีในแผ่นดินพระที่นั่งสุริยามรินทร์ พระองค์ได้วิวาห์กับธิดานาค ธิดาของท่านเศรษฐีทองกับส้ม
        -พระชนมายุ 32 พรรษา ในระหว่างที่รับราชการอยู่กับพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้เลื่อนตําแหน่งดังนี้
       -พระชนมายุ 33 พรรษา พ.ศ. 2312 ได้เลื่อนเป็นพระยาอภัยรณฤทธิ์ เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีปราบชุมนุมเจ้าพิมาย
       -พระชนมายุ 34 พรรษา พ.ศ. 2313 ได้เลื่อนเป็นพระยายมราชที่สมุหนายกเมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีไปปราบชุมนุมเจ้าพระฝาง
       -พระชนมายุ 35 พรรษา พ.ศ. 2314 ได้เลื่อนเป็นเจ้าพระยาจักรี เมื่อคราวเป็นแม่ทัพไปตีเขมรครั้งที่ 2
     -พระชนมายุ 41 พรรษา พ.ศ. 2321 ได้เลื่อนเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเมื่อคราวเป็นแม่ทัพใหญ่ไปตีเมืองลาวตะวันออก
            พ.ศ. 2323 เป็นครั้งสุดท้ายที่ไปปราบเขมร ขณะเดียวกับที่กรุงธนบุรีเกิดจลาจลจึงเสด็จยกกองทัพกลับมากรุงธนบุรี เมื่อ พ.ศ. 2325 พระองค์ทรงปราบปรามเสี้ยนหนามแผ่นดินเสร็จแล้วจึงเสด็จขึ้นครองราชสมบัติปราบดาภิเษก แล้วได้มีพระราชดํารัสให้ขุดเอาหีบพระบรมศพของพระเจ้ากรุงธนบุรีขึ้นตั้ง ณ เมรุวัดบางยี่เรือพระราชทานพระสงฆ์บังสุกุลแล้วถวายพระเพลิงพระบรมศพ เสร็จแล้วให้มีการมหรสพ
ในด้านการศาสนา ได้โปรด ให้มีการสังคายนา ชำระ
      พระไตรปิฎก พร้อมทั้งอรรถกถา ฎีกา ฯลฯ ณ วัดมหาธาตุ โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างหอมณเฑียรธรรมขึ้นในบริเวณวัดพระแก้ว  พระบรมมหาราชวังสำหรับเป็นที่เก็บคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาและทรงจัดการปกครองคณะสงฆ์ให้เรียบร้อย  พระราชานุกิจ (กิจวัตรประจำวัน) ของพระองค์ตลอดรัชสมัยเป็นที่น่าประทับใจพระองค์ทรงงานตั้งแต่เช้าตรู่จนดึกดื่นทุกวันมิได้ขาดเริ่มตั้งแต่ทรงบาตรถวายภัตตาหารพระสงฆ์ ฟังรายงานจากพระคลังมหาสมบัติออกรับพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนาง   ฟังรายงานและวินิจฉัยคดีจาก จางวางและปลัดกรมตำรวจวินิจฉัยเหตุการณ์บ้านเมือง ทั้งข้าราชการจากฝ่ายทหารและพลเรือนแล้วจึงเสวยพระกระยาหารเช้าแล้วพบข้าราชการฝ่ายในหลังพระกระยาหารค่ำ  ทรงฟังพระธรรมเทศนาฟังรายงานการใช้จ่ายเงินคลังการก่อสร้างเสร็จแล้วเสด็จออกรับขุนนางทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนกรมท่านำใบบอกหัวเมืองมากราบทูลทรงวินิจฉัยปัญหาต่าง ๆ อยู่จน 4 ทุ่ม หรือดึกกว่านั้นแล้วจึงเสด็จขึ้นบรรทมเป็นพระราชกริยาวัตรตลอดมา
พระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่ ๑

        เป็นรูปปทุมอุณาโลม มีอักขระ \"อุ\" อยู่กลาง ล้อมรอบด้วยกลีบบัวอันเป็น พฤกษชาติที่เป็นสิริมงคลในพุทธศาสนา ตราอุณาโลมมีรูปร่างคล้ายสังข์เวียนขวา อยู่ในกรอบลายกนก เริ่มใช้คราวพระราช พิธีบรมราชาภิเษก เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๘ 

คำนำ

     คำนำ

      รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
วิชาการสืบค้นข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6โดยมีจุดประสงค์ เพื่อการศึกษาความรู้ที่ได้จากเรื่อง 9รัชกาลไทย ทั้งนี้ ในรายงานนี้มีเนื้อหาประกอบด้วยความรู้เกี่ยวกับรัชกาลต่างๆ ตลอดจนการประยุกต์ใช้การศึกษา

               ผู้จัดทำได้เลือกหัวข้อนี้ในการทำรายงาน เนื่องมาจากเป็นเรื่องที่น่าสนใจ รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงการครองราชย์และเรื่องของบ้านเมือง ผู้จัดทำต้องขอขอบคุณอาจารย์
สุภสัณห์ แก้วสำราญ ผู้ให้ความรู้ และแนวทางการศึกษา หวังว่ารายงานฉบับนี้จะให้ความรู้ และเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุก ๆ ท่าน หากมีข้อเสนอแนะประการใด ผู้จัดทำขอรับไว้ด้วยความขอบพระคุณยิ่ง

                                                                                       ลงชื่อนางสาวสุพัตรา  รักมิตร
                                                                                                       ผู้จัดทำ 

ปกรอง

รายงาน

เรื่อง   9 รัชกาลไทย
                                                                                                                                                                       

เสนอ

อาจารย์สุภสัณห์       แก้วสำราญ

จัดทำโดย

นางสาวสุพัตรา   รักมิตร

ม.6/2   เลขที่  17

รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาการสืบค้นข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต
โรงเรียนเมืองกระบี่

ภาคเรียนที่ 1/2556

หน้าปก

รายงาน
เรื่อง   9 รัชกาลไทย
                                                                                                             
                                                          

เสนอ

อาจารย์สุภสัณห์       แก้วสำราญ

จัดทำโดย

นางสาวสุพัตรา   รักมิตร

ม.6/2   เลขที่  17

รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาการสืบค้นข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต
โรงเรียนเมืองกระบี่

ภาคเรียนที่ 1/2556